ขับรถเที่ยวเองในฝรั่งเศส (สำหรับนักท่องเที่ยว)
ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ จ่าคุก 1 ปี ปรับ 15,000 ยูโร
สูบกัญชาขณะขับรถ เสียค่าปรับ 4,500 ยูโร ติดคุก 2 ปี และเสียแต้ม 6 แต้ม
ขับรถโดยไม่มีประกัน จะเสียค่าปรับ 3,750 ยูโร ยึดใบขับขี่ ยกเลิกใบขับขี่ และยึดรถ
ในกรณีที่คุณไม่รักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้า คุณจะโดนปรับ 135 ยูโร หักแต้ม 3 แต้ม และอาจโดนยึดใบขับขี่ 3 ปี
ถ้ามีแอลกอฮอล์ระหว่าง 0.25-0.79 gramme จะเสียค่าปรับ และเสีย 6 แต้ม ใบขับขี่อาจโดนยกเลิก
ถ้ามีแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 0.80 gramme ติดคุก ยึดใบขับขี่และล็อครถ
ดูทีวีขณะขับรถ เสียค่าปรับ 3,500 ยูโร และโดนยึดทีวี
ในกรณีที่รถเสียบนทางหลวง ให้สวมเสื้อกั๊กสีเหลือง แล้วยืนรอหลังแผงกั้นข้างทาง
เป็นทางหลวงขับได้ไม่เกิน 130 km/h ส่าหรับคนที่มีใบขับขี่มากกว่าสองปี และขับได้ไม่เกิน 110 km/h ส่าหรับคนที่มีใบขับขี่ไม่ถึงสองปี ถ้าฝนตกให้ขับไม่เกิน 110km/h ในทุกกรณี
ถ้ามีหมอกลงจัดให้ขับไม่เกิน 50km/h ในทุกกรณี
ถ้าเป็นถนนธรรมดา (ที่มีที่คั่นกลางระหว่างถนนสองฝั่ง) ให้ขับได้ไม่เกิน 110km/h
ถ้าเป็นเขตนอกเมืองขับได้ไม่เกิน 90km/h ถ้าฝนตกให้ขับไม่เกิน 80km/h ในทุกกรณี
ถ้าเป็นเขตในเมืองขับได้ไม่เกิน 50km/h
ในเขตเมืองห้ามใช้แตร นอกจากเกิดเหตุอันตราย
ในตัวเมืองรถเมล์คือสิ่งที่มาอันดับแรก หากเขาเปิดไฟขอทางจะขับออกจากป้าย เราต้องปล่อยใหเ้ขาไปก่อน
ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (ทุกคนในรถ) เสียค่าปรับ 135 ยูโรเป็นอย่างน้อย และโดนหักแต้ม
ไม่ควรชะลอรถต่ำกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนนอกเมืองหรือทางหลวง คุณอาจโดนปรับข้อหาขับรถขีดขวางทางจราจร นอกเหนือจากนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ควรขับรถให้มีความเร็วที่เหมาะสมกับเส้นทางนั้นๆ
ห้ามขับรถหรือจอดรถบนเส้นทางขวามือสุดที่เขามีไว้ให้รถฉุกเฉินวิ่ง
ห้ามจอดตรงที่ห้ามจอด หรือที่สำหรับคนพิการ
ตามข้างทางจะมีเครื่องตรวจจับความเร็ว หากคุณขับรถเกิดกำหนด เขาจะส่งใบเสียค่าปรับไปที่บ้าน ในกรณีที่คุณอยู่ไทยก็จะส่งไปที่ไทย
การท่องเที่ยวในฝรั่งเศส คลิ๊ก
......การทำใบขับขี่ที่ฝรั่งเศส ใช้เวลานานหลายเดือนหรืออาจเป็นปี ถึงแม้ว่าจะขับรถเป็นอยู่แล้วก็ตามแต่ แต่ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ตามกฏระเบียบของประเทศเขา อย่างแรกคือหาโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในแต่ละเมือง การเลือกโรงเรียนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ บางที่สอนดี บางที่ก็สอนไม่ดี สอนไม่ดีในที่นี้รวมไปถึงนิสัยส่วนตัวของครูสอนด้วย เช่น ครูใจร้อน ครูเหยียดผิว ครูชอบด่า รวมไปถึงโรงเรียนที่กั๊กนักเรียน หมายถึง สอนเราน้อยๆแต่สอนนานๆ กั๊กเพื่อให้เราเสียเงินเรียนไปเรื่อยๆ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนไหนดี อันนี้ก็ง่ายๆ โดยการเข้าไปหาดูในอินเตอร์เน็ต โรงเรียนที่ดีที่สุดของเมืองนั้น จะมีหลายๆคนเขียนคอมเม้นไว้ว่าไปเรียนมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เลือกเอาที่ชอบแล้วค่อยไปสมัคร โรงเรียนแต่ละที่ราคาก็จะแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 1300 - 1600 ยูโร (1 ยูโร = 37.6 บาท) ราคานี้รวมค่าเรียนทฤษฏีและเรียนขับอีก 20 ชั่วโมง โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีราคาที่แตกต่างกันไป (20 ชั่วโมง แบ่งเวลาเรียนเป็นอาทิตย์ละ 3 - 4 ชั่วโมง)
Permis B คือ ใบขับขี่สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่รวมกับรถพ่วงข้างหลังแล้วน้ำหนักไม่เกิน 3500 ตัน
หลักสูตรที่เรียนมีให้เลือกระหว่าง
1. Permis B traditionnel
- เรียนทฤษฏีการขับขี่รถ
- สอบผ่านข้อสอบทฤษฏี
- เรียนขับรถกับโรงเรียนอย่างน้อย 20 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ขับประมาณ 25-38 ชั่วโมง ก่อนสอบ) 20 ชั่วโมงแรกฟรี หลังจากนั้นจ่ายเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 40-51 ยูโร
- สอบขับรถ ค่าสอบ 40-45 ยูโร ต่อครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่เฉพาะเป็นคนคุมสอบ แต่ครูก็นั่งมาด้วย
- เมื่อสอบผ่านจะได้ใบอนุญาติทดลองขับรถเป็นเวลาสามปี (จะต้องติดตัว A ด้านหลังรถเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ในระหว่างทดลองขับ) โดยแต้มทั้งหมดมี 12 แต้ม จะได้ทันที 6 แต้มเมื่อสอบผ่าน และได้อีกปีละ 2 แต้มเป็นเวลา 3 ปี การเรียนสูตรนี้จะมีโอกาสสอบขับผ่าน 55% และจะเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่าแบบ Conduite Supervisée
2. Conduite Supervisée
- เรียนทฤษฏีการขับขี่รถ
- สอบผ่านข้อสอบทฤษฏี
- เรียนขับรถกับโรงเรียนอย่างน้อย 20 ชั่วโมง
ครูจะประเมินให้เราว่าผ่านการอบรมแล้ว หลังจากนั้น
- เรียนขับภายใต้การดูแลของญาติหรือคนรู้จักที่เขามีใบขับขี่แล้วไม่ต่ำกว่าห้าปี และเป็นรถส่วนตัวของญาติเราเอง โดยต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทประกันรถของญาติ เวลาขับต้องมีญาตินั่งอยู่ข้างๆเสมอ ขับอย่างน้อย 1000 กิโลเมตรเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน (ค่าประกันรถของญาติจะแพงกว่าปรกติในกรณีนี้)
- หลังสามเดือนถ้ามั่นใจว่าขับได้แล้วก็ติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อทำการสอบขับ
- เมื่อสอบผ่านจะได้ใบอนุญาติทดลองขับรถเป็นเวลาสามปี (จะต้องติดตัว A ด้านหลังรถเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ในระหว่างทดลองขับ)โดยแต้มทั้งหมดมี 12 แต้ม จะได้ทันที 6 แต้มเมื่อสอบผ่าน และได้อีกปีละ 2 แต้มเป็นเวลา 3 ปี การเรียนสูตรนี้จะมีโอกาสสอบขับผ่าน 74%
ข้อสอบทฤษฏีที่ใช้ในการสอบ มีทั้งหมดหลายพันข้อ ข้อสอบจริงจะมีอยู่ 40 ข้อ สอบแต่ละครั้งจะไม่ซ้ำกัน จะต้องทำให้ได้ขั้นต่ำ 35 ข้อจึงจะสอบผ่าน หากสอบไม่ผ่านก็สามารถสมัครสอบใหม่ได้เรื่อยๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 30 ยูโรต่อครั้ง โดยสามารถสมัครและสอบได้ที่ไปรษณีย์ของแต่ละเมือง ก่อนจะไปสอบจะต้องขอรหัสส่วนตัวของเราจากทางโรงเรียน เพื่อนำไปกรอกสำหรับสมัครสอบ ข้อสอบทฤษฏีที่ว่านี้ค่อนข้างยาก ต้องอ่านหนังสือและฝึกหัดทำแบบทดสอบเยอะมาก ส่วนใหญ่จะสอบกัน 2-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ที่ยากสุดคงจะเป็นคำศัพท์ที่ส่วนใหญ่ใช้ศัพท์เทคนิค ส่วนตัวแล้วก่อนที่จะไปสอบที่โรงเรียน ได้ซื้อหนังสือมาอ่านก่อนหนึ่งเดือน หลังจากนั้นไปเรียนทฤษฏีอีกสามเดือนก่อนสอบ การเรียนทฤษฏีใบขับขี่ ปรกติที่โรงเรียนจะมีให้เรียนอยู่แล้วเกือบทุกวันร่วมกับนักเรียนคนอื่นๆ แต่หากเราไม่อยากไปเรียนก็สามารถหัดทำและอ่านเองที่บ้านได้ โดยต้องจ่ายเพิ่ม 30 ยูโรและทางโรงเรียนจะให้รหัสเพื่อเรียนทางอินเตอร์เนต แต่มีเวลาจำกัดเพียงสี่เดือน แต่หากหลังจากนั้นถ้าเรายังไม่เข้าใจหรืออยากเรียนเพิ่มก็สามารถกลับไปเรียนกับทางโรงเรียนใหม่ได้
การที่ข้อสอบทฤษฏีมันยาก มันก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทำให้เราตั้งใจอ่านและทำความเข้าใจกับกฏจราจรทั้งหมด และพอมาขับจริง มันก็ช่วยได้มาก ตอนที่ไปสอบที่ไปรษณีย์ เขาจะกำหนดว่าวันนี้มีสอบกี่รอบ รับกี่คนต่อรอบ เราสามารถสมัครสอบตามรอบที่ว่าง พอไปถึงเขาก็ขอดูบัตรประชาชนกับใบสมัครสอบ แล้วก็ให้ไปนั่งที่โต๊ะ แต่ละโต๊ะห่างกันประมาณเมตรกว่า ห้ามคุยกัน บนโต๊ะก็จะมี Tablet กับสายเสียบหูฟังคนละอัน ข้อสอบไม่เหมือนกันซักคนเพราะเขา random มา แต่ละข้อจะมีเวลาทำ 20 วินาที จะมีนาฬิกาอัตโนมัติอยู่ใน Tablet ทุกคนเริ่มทำพร้อมกัน และเสร็จพร้อมกัน เขาจะส่งผลสอบมาให้ทางอีเมลว่าได้คะแนนเท่าไหร่ จะใช้เวลามากสุด 48 ชั่วโมงในการส่งคะแนน แต่ส่วนใหญ่ก็ส่งให้เย็นวันนั้นเลย
หลังจากที่สอบข้อสอบทฤษฏีผ่าน ก็มาเรียนขับรถกับครู ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเคยขับรถมาจากเมืองไทยแล้ว แต่ที่นี่กฏจราจรอะไรไม่ได้เหมือนกันซะทุกอย่าง เป็นการดีที่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม การสอนขับที่นี่จะเริ่มสอนตั้งแต่การเดินสำรวจทั่วรถด้านนอก ด้านใน มีอะไรบ้าง ด้านหน้ารถห่างจากเท้าคนขับประมาณกี่เมตร ล้อด้านหลังอยู่ตรงส่วนไหนของกระโปรงรถหากมองจากด้านข้าง ปุ่มไหนคืออะไร รู้จักเบรครถไหม มันอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นยังไง ระบบการทำงานของเบรค น้ำมันหล่อลื่นรถดูอย่างไร คือสอนหมดเลย รวมไปถึงมอเตอร์กับล้อทำงานยังไง ทำไมรถจึงเคลื่อนไหวได้ คือละเอียดมากๆ ต่อมาก็สอนว่าการขับรถต้องทำอย่างไรเป็นอันดับแรก สายคาดเข็มขัดพอดีกับหัวไหล่หรือยังหรือว่าสูงไป คนข้างๆคาดเข็มขัดหรือยัง มือควรจับตรงส่วนไหนของพวงมาลัย เวลาขับเลี้ยวซ้ายควรใช้มือไหนทำงาน มือซ้าย หรือ มือขวา ฯลฯ คือต้องบอกว่าละเอียดสุดๆ ที่ไปเรียนมาก็มีครูสองคนเป็นผู้ชาย คนหนึ่งสอนดีมาก อีกคนหนึ่งเน้นด่าไม่เน้นสอน อันนี้ขึ้นอยู่กับคนสอนด้วย หากว่าเจอครูดีก็จะสอนให้เราเข้าใจง่าย ส่วนใหญ่สาวไทยที่มาเรียนขับรถจะเจอปัญหาเดียวกันคือโดนด่า โดนดุ ระหว่างเรียน บางคนถึงขั้นย้ายโรงเรียนหนีกันเลยทีเดียว แต่หลายคนก็สู้ๆ เพื่อนหลายคนหมดเงินไปเป็นสามสี่พันยูโรกว่าจะได้ใบขับขี่มา บอกได้เลยว่าต้องใช้ความอดทนในการเรียนมาก และใช้เวลานานในการได้ใบขับขี่มาหนึ่งใบ ตำรวจที่นี่ก็เข้มงวดกวดขัน ทำผิดกฏจราจรไม่ได้เลย ดังนั้นการที่เราได้ใบขับขี่มาอย่างลำบากยากเย็น มันทำให้เรารู้สึกรักและหวงแหนในแต้มที่อาจจะสูญเสียไปรวมถึงเงินค่าปรับอันแสนแพง ดังนั้นจึงไม่คุ้มกัน คนที่นี่จึงขับรถกันค่อนข้างถูกต้องตามกฏจราจรและมีอุบัติเหตุน้อย
ในการสอบขับรถมีคะแนนสูงสุดคือ 31 คะแนน ต้องได้อย่างน้อย 20 คะแนนขึ้นไปจึงจะผ่าน ใช้เวลาในการสอบประมาณครึ่งชั่วโมง เกณฑ์ในการตัดสินมีหลายข้อ เช่น ความเข้าใจและความสามารถในการควบคุมรถ, การใช้ถนนอย่างถูกต้อง, การแบ่งปันถนนร่วมกับผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า, การขับรถที่ประหยัดน้ำมันและรักษาสภาพแวดล้อม ฯลฯ
หลังจากที่ได้ใบขับขี่มาแล้วก็ต้องเสียเงินค่าประกันรถ ที่จ่ายตามประสบการณ์ที่เคยขับขี่ ยิ่งมือใหม่ประกันก็ยิ่งแพง ยิ่งรถใหม่ประกันก็แพงตามเช่นกัน ไม่ซื้อประกันก็ไม่ได้ เพราะต้องสามารถให้เจ้าหน้าที่ดูทุกครั้งพร้อมกับใบขับขี่ตอนที่เขาเรียก หากไม่มีประกันอาจต้องเสียค่าปรับมากถึง 3750 ยูโร ยึดใบขับขี่สามปีและอาจยึดรถ หรือถ้าขับรถแบบไม่มีใบขับขี่เลยจะเสียค่าปรับมากสุด 15000 ยูโร และจำคุกหนึ่งปี
เท่าที่อ่านกฏจราจรบ้านเขามา ชอบอยู่หลายๆอย่าง เช่น หากเห็นอุบัติเหตุเป็นคนแรก ต้องโทรแจ้งกับเจ้าหน้าที่และช่วยดูแลคนเจ็บก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง หากเราเห็นเป็นคนแรกแล้วขับหนีไปไม่สนใจ จะถูกปรับ 75000 ยูโรและติดคุก 5 ปี, คนข้ามถนนและคนขี่รถจักรยานเป็นสิ่งแรกที่คนขับรถควรใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ เวลาเห็นคนยืนอยู่ข้างถนนตรงทางม้าลาย เขาจะรีบจอดทันที หรือว่าเวลาเห็นรถพยาบาลหรือรถตำรวจที่เปิดสัญญาณไฟ เขาจะขับหลบให้ทันที บางทีขับมุดเข้ารูข้างทางก็มี เห็นแล้วน่ารักดี
Permis B คือ ใบขับขี่สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่รวมกับรถพ่วงข้างหลังแล้วน้ำหนักไม่เกิน 3500 ตัน
หลักสูตรที่เรียนมีให้เลือกระหว่าง
1. Permis B traditionnel
- เรียนทฤษฏีการขับขี่รถ
- สอบผ่านข้อสอบทฤษฏี
- เรียนขับรถกับโรงเรียนอย่างน้อย 20 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ขับประมาณ 25-38 ชั่วโมง ก่อนสอบ) 20 ชั่วโมงแรกฟรี หลังจากนั้นจ่ายเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 40-51 ยูโร
- สอบขับรถ ค่าสอบ 40-45 ยูโร ต่อครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่เฉพาะเป็นคนคุมสอบ แต่ครูก็นั่งมาด้วย
- เมื่อสอบผ่านจะได้ใบอนุญาติทดลองขับรถเป็นเวลาสามปี (จะต้องติดตัว A ด้านหลังรถเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ในระหว่างทดลองขับ) โดยแต้มทั้งหมดมี 12 แต้ม จะได้ทันที 6 แต้มเมื่อสอบผ่าน และได้อีกปีละ 2 แต้มเป็นเวลา 3 ปี การเรียนสูตรนี้จะมีโอกาสสอบขับผ่าน 55% และจะเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่าแบบ Conduite Supervisée
2. Conduite Supervisée
- เรียนทฤษฏีการขับขี่รถ
- สอบผ่านข้อสอบทฤษฏี
- เรียนขับรถกับโรงเรียนอย่างน้อย 20 ชั่วโมง
ครูจะประเมินให้เราว่าผ่านการอบรมแล้ว หลังจากนั้น
- เรียนขับภายใต้การดูแลของญาติหรือคนรู้จักที่เขามีใบขับขี่แล้วไม่ต่ำกว่าห้าปี และเป็นรถส่วนตัวของญาติเราเอง โดยต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทประกันรถของญาติ เวลาขับต้องมีญาตินั่งอยู่ข้างๆเสมอ ขับอย่างน้อย 1000 กิโลเมตรเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน (ค่าประกันรถของญาติจะแพงกว่าปรกติในกรณีนี้)
- หลังสามเดือนถ้ามั่นใจว่าขับได้แล้วก็ติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อทำการสอบขับ
- เมื่อสอบผ่านจะได้ใบอนุญาติทดลองขับรถเป็นเวลาสามปี (จะต้องติดตัว A ด้านหลังรถเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ในระหว่างทดลองขับ)โดยแต้มทั้งหมดมี 12 แต้ม จะได้ทันที 6 แต้มเมื่อสอบผ่าน และได้อีกปีละ 2 แต้มเป็นเวลา 3 ปี การเรียนสูตรนี้จะมีโอกาสสอบขับผ่าน 74%
ข้อสอบทฤษฏีที่ใช้ในการสอบ มีทั้งหมดหลายพันข้อ ข้อสอบจริงจะมีอยู่ 40 ข้อ สอบแต่ละครั้งจะไม่ซ้ำกัน จะต้องทำให้ได้ขั้นต่ำ 35 ข้อจึงจะสอบผ่าน หากสอบไม่ผ่านก็สามารถสมัครสอบใหม่ได้เรื่อยๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 30 ยูโรต่อครั้ง โดยสามารถสมัครและสอบได้ที่ไปรษณีย์ของแต่ละเมือง ก่อนจะไปสอบจะต้องขอรหัสส่วนตัวของเราจากทางโรงเรียน เพื่อนำไปกรอกสำหรับสมัครสอบ ข้อสอบทฤษฏีที่ว่านี้ค่อนข้างยาก ต้องอ่านหนังสือและฝึกหัดทำแบบทดสอบเยอะมาก ส่วนใหญ่จะสอบกัน 2-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ที่ยากสุดคงจะเป็นคำศัพท์ที่ส่วนใหญ่ใช้ศัพท์เทคนิค ส่วนตัวแล้วก่อนที่จะไปสอบที่โรงเรียน ได้ซื้อหนังสือมาอ่านก่อนหนึ่งเดือน หลังจากนั้นไปเรียนทฤษฏีอีกสามเดือนก่อนสอบ การเรียนทฤษฏีใบขับขี่ ปรกติที่โรงเรียนจะมีให้เรียนอยู่แล้วเกือบทุกวันร่วมกับนักเรียนคนอื่นๆ แต่หากเราไม่อยากไปเรียนก็สามารถหัดทำและอ่านเองที่บ้านได้ โดยต้องจ่ายเพิ่ม 30 ยูโรและทางโรงเรียนจะให้รหัสเพื่อเรียนทางอินเตอร์เนต แต่มีเวลาจำกัดเพียงสี่เดือน แต่หากหลังจากนั้นถ้าเรายังไม่เข้าใจหรืออยากเรียนเพิ่มก็สามารถกลับไปเรียนกับทางโรงเรียนใหม่ได้
การที่ข้อสอบทฤษฏีมันยาก มันก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทำให้เราตั้งใจอ่านและทำความเข้าใจกับกฏจราจรทั้งหมด และพอมาขับจริง มันก็ช่วยได้มาก ตอนที่ไปสอบที่ไปรษณีย์ เขาจะกำหนดว่าวันนี้มีสอบกี่รอบ รับกี่คนต่อรอบ เราสามารถสมัครสอบตามรอบที่ว่าง พอไปถึงเขาก็ขอดูบัตรประชาชนกับใบสมัครสอบ แล้วก็ให้ไปนั่งที่โต๊ะ แต่ละโต๊ะห่างกันประมาณเมตรกว่า ห้ามคุยกัน บนโต๊ะก็จะมี Tablet กับสายเสียบหูฟังคนละอัน ข้อสอบไม่เหมือนกันซักคนเพราะเขา random มา แต่ละข้อจะมีเวลาทำ 20 วินาที จะมีนาฬิกาอัตโนมัติอยู่ใน Tablet ทุกคนเริ่มทำพร้อมกัน และเสร็จพร้อมกัน เขาจะส่งผลสอบมาให้ทางอีเมลว่าได้คะแนนเท่าไหร่ จะใช้เวลามากสุด 48 ชั่วโมงในการส่งคะแนน แต่ส่วนใหญ่ก็ส่งให้เย็นวันนั้นเลย
หลังจากที่สอบข้อสอบทฤษฏีผ่าน ก็มาเรียนขับรถกับครู ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเคยขับรถมาจากเมืองไทยแล้ว แต่ที่นี่กฏจราจรอะไรไม่ได้เหมือนกันซะทุกอย่าง เป็นการดีที่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม การสอนขับที่นี่จะเริ่มสอนตั้งแต่การเดินสำรวจทั่วรถด้านนอก ด้านใน มีอะไรบ้าง ด้านหน้ารถห่างจากเท้าคนขับประมาณกี่เมตร ล้อด้านหลังอยู่ตรงส่วนไหนของกระโปรงรถหากมองจากด้านข้าง ปุ่มไหนคืออะไร รู้จักเบรครถไหม มันอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นยังไง ระบบการทำงานของเบรค น้ำมันหล่อลื่นรถดูอย่างไร คือสอนหมดเลย รวมไปถึงมอเตอร์กับล้อทำงานยังไง ทำไมรถจึงเคลื่อนไหวได้ คือละเอียดมากๆ ต่อมาก็สอนว่าการขับรถต้องทำอย่างไรเป็นอันดับแรก สายคาดเข็มขัดพอดีกับหัวไหล่หรือยังหรือว่าสูงไป คนข้างๆคาดเข็มขัดหรือยัง มือควรจับตรงส่วนไหนของพวงมาลัย เวลาขับเลี้ยวซ้ายควรใช้มือไหนทำงาน มือซ้าย หรือ มือขวา ฯลฯ คือต้องบอกว่าละเอียดสุดๆ ที่ไปเรียนมาก็มีครูสองคนเป็นผู้ชาย คนหนึ่งสอนดีมาก อีกคนหนึ่งเน้นด่าไม่เน้นสอน อันนี้ขึ้นอยู่กับคนสอนด้วย หากว่าเจอครูดีก็จะสอนให้เราเข้าใจง่าย ส่วนใหญ่สาวไทยที่มาเรียนขับรถจะเจอปัญหาเดียวกันคือโดนด่า โดนดุ ระหว่างเรียน บางคนถึงขั้นย้ายโรงเรียนหนีกันเลยทีเดียว แต่หลายคนก็สู้ๆ เพื่อนหลายคนหมดเงินไปเป็นสามสี่พันยูโรกว่าจะได้ใบขับขี่มา บอกได้เลยว่าต้องใช้ความอดทนในการเรียนมาก และใช้เวลานานในการได้ใบขับขี่มาหนึ่งใบ ตำรวจที่นี่ก็เข้มงวดกวดขัน ทำผิดกฏจราจรไม่ได้เลย ดังนั้นการที่เราได้ใบขับขี่มาอย่างลำบากยากเย็น มันทำให้เรารู้สึกรักและหวงแหนในแต้มที่อาจจะสูญเสียไปรวมถึงเงินค่าปรับอันแสนแพง ดังนั้นจึงไม่คุ้มกัน คนที่นี่จึงขับรถกันค่อนข้างถูกต้องตามกฏจราจรและมีอุบัติเหตุน้อย
ในการสอบขับรถมีคะแนนสูงสุดคือ 31 คะแนน ต้องได้อย่างน้อย 20 คะแนนขึ้นไปจึงจะผ่าน ใช้เวลาในการสอบประมาณครึ่งชั่วโมง เกณฑ์ในการตัดสินมีหลายข้อ เช่น ความเข้าใจและความสามารถในการควบคุมรถ, การใช้ถนนอย่างถูกต้อง, การแบ่งปันถนนร่วมกับผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า, การขับรถที่ประหยัดน้ำมันและรักษาสภาพแวดล้อม ฯลฯ
หลังจากที่ได้ใบขับขี่มาแล้วก็ต้องเสียเงินค่าประกันรถ ที่จ่ายตามประสบการณ์ที่เคยขับขี่ ยิ่งมือใหม่ประกันก็ยิ่งแพง ยิ่งรถใหม่ประกันก็แพงตามเช่นกัน ไม่ซื้อประกันก็ไม่ได้ เพราะต้องสามารถให้เจ้าหน้าที่ดูทุกครั้งพร้อมกับใบขับขี่ตอนที่เขาเรียก หากไม่มีประกันอาจต้องเสียค่าปรับมากถึง 3750 ยูโร ยึดใบขับขี่สามปีและอาจยึดรถ หรือถ้าขับรถแบบไม่มีใบขับขี่เลยจะเสียค่าปรับมากสุด 15000 ยูโร และจำคุกหนึ่งปี
เท่าที่อ่านกฏจราจรบ้านเขามา ชอบอยู่หลายๆอย่าง เช่น หากเห็นอุบัติเหตุเป็นคนแรก ต้องโทรแจ้งกับเจ้าหน้าที่และช่วยดูแลคนเจ็บก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง หากเราเห็นเป็นคนแรกแล้วขับหนีไปไม่สนใจ จะถูกปรับ 75000 ยูโรและติดคุก 5 ปี, คนข้ามถนนและคนขี่รถจักรยานเป็นสิ่งแรกที่คนขับรถควรใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ เวลาเห็นคนยืนอยู่ข้างถนนตรงทางม้าลาย เขาจะรีบจอดทันที หรือว่าเวลาเห็นรถพยาบาลหรือรถตำรวจที่เปิดสัญญาณไฟ เขาจะขับหลบให้ทันที บางทีขับมุดเข้ารูข้างทางก็มี เห็นแล้วน่ารักดี
เขียนและเรียบเรียงโดย จุ๊บแจง ปริมญาดา จำปาโชค

Comments
Post a Comment